shutterstock 1226503384

ความเป็นมาของโครงการ

                พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 มาตรา 35 (1)   ได้กำหนดให้คณะกรรมการลุ่มน้ำมีหน้าที่และอำนาจในการจัด
ทำแผนแม่บทการใช้การพัฒนาการบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟู  อนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำเสนอคณะกรรมการ
ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ   (กนช.)   เพื่อให้ความเห็นชอบโดยคณะกรรมการลุ่มน้ำ  ได้ดำเนินการจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการ
ทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำ จำนวน 22  ลุ่มน้ำเสนอ กนช. พิจารณา เมื่อวันที่  27   มีนาคม 2567 โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบ (ร่าง)
แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำดังกล่าว    และให้หน่วยงานองค์กร    ปกครองส่วนท้องถิ่น   นำแผนแม่บท
การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำ  อย่างไรก็ตาม
แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ     ในเขตลุ่มน้ำฉบับนี้      ยังมีข้อจำกัด      ที่ต้องดำเนินการปรับปรุงให้มีความสมบูรณ์
ได้แก่ บางแผนงานยังไม่มีค่าเป้าหมายรวมถึงบางลุ่มน้ำยังได้นำกระบวนการ   ประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ 
(Strategic Environmental Assessment : SEA)       มาในการจัดทำแผนแม่บท    การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำ
เป็นต้น ดังนั้น กนช. จึงเห็นควรให้คณะกรรมการลุ่มน้ำดำเนินการปรับปรุง แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในเขตลุ่มน้ำ
ให้มีความสมบูรณ์ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น

              ลุ่มน้ำบางปะกง เป็นลุ่มน้ำสำคัญในภาคตะวันออกของประเทศไทย มีขนาดพื้นที่ลุ่มน้ำ 20,303 ตารางกิโลเมตร
พื้นที่ครอบคลุม  11 จังหวัด  ได้แก่  จังหวัดกรุงเทพมหานคร จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครนายก นครราชสีมา ปทุมธานี
ปราจีนบุรี สมุทรปราการ สระแก้วและสระบุรี มีลำน้ำสาขาสายต่างๆ ได้แก่ คลองท่าลาด คลองหลวง คลองสียัด คลองพระ
สะทึง คลองพระปรง แม่น้ำหนุมานและแม่น้ำนครนายก โดยจากรายงาน  22   ลุ่มน้ำในประเทศไทย และพระราชกฤษฎีกา
กำหนดลุ่มน้ำ พ.ศ. 2564   ได้รายงานไว้ว่า   ลุ่มน้ำบางปะกงมีปริมาณฝนเฉลี่ยเท่ากับ   1,374.9  มิลลิเมตร  ปริมาณน้ำฝน
ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนตุลาคม คิดเป็น 85.1 %  โดยเดือนที่มีฝนตกสูงสุดได้แก่
เดือนกันยายน มีปริมาณฝนเฉลี่ย 275.1 มิลลิเมตร ปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยปีละ  6,556 ล้าน ลบ.ม.   เป็นปริมาณน้ำท่าในฤดูฝน
(เดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม)เฉลี่ย 6,107ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 93.2 ของปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยทั้งปี  ทั้งนี้โดยอ่างเก็บน้ำ
ทั้งหมดในลุ่มน้ำบางปะกงมีความจุกักเก็บรวม 939 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ  14.32 ของปริมาณน้ำท่ารายปี  จะเห็นได้ว่า
ลุ่มน้ำบางปะกงมีปริมาณน้ำต้นทุนที่เพียงพอต่อความต้องการ เมื่อพิจารณาสถานการณ์น้ำท่วมและน้ำแล้งแล้ว  เขตลุ่มน้ำ
บางปะกง มีสาเหตุต่าง ๆ ได้แก่

            ภาวะน้ำแล้ง เป็นปัญหาที่มีสาเหตุมาจากธรรมชาติ ได้แก่ สภาพลมฟ้าอากาศที่จะทำให้เกิดฝนตกน้อย  ทั้งเกิดขึ้นเอง
ตามธรรมชาติแล้ว   และเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม  ทำให้เกิดความเสียสมดุลด้านระบบนิเวศวิทยา  เช่น พื้นที่ป่า
ไม้ ซึ่งเป็นแหล่งเก็บกักน้ำตามธรรรมชาติ   เปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตรกรรม  ทำให้ในช่วงหน้าฝนน้ำไหลหลากมามาก และรวดเร็ว
ส่วนในช่วงฤดูแล้งจะมีน้ำไหลลงสู่ลำน้ำน้อยหรือไม่มีเลย นอกจากนี้   ยังส่งผลให้เกิดการชะล้างพังทะลายของดินอย่างรุนแรง
ทำให้เกิดตะกอนสะสมในลำน้ำ ทำให้แหล่งน้ำเกิดการตื้นเขินไม่สามารถเก็บกักน้ำได้เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลกระทบต่อการใช้
น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของภาคประชาชน และนำความเสียหายมาสู่ภาคเศรษฐกิจ และสังคม

            ภาวะน้ำท่วมปัญหาอุทกภัยโดยทั่วไปจะมีสาเหตุจากฝนที่ตกหนักในพื้นที่ลุ่มน้ำ    จากสภาพทางกายภาพภายในลุ่มน้ำ
เช่น  พื้นที่ป่าต้นน้ำตอนบนถูกทำลาย   การขาดแคลนแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ลุ่มน้ำตอนบน  เพื่อช่วยชะลอน้ำหลาก
ประสิทธิภาพของระบบระบายน้ำไม่เพียงพอเนื่องจากตื้นเขินหรือถูกบุกรุก   มีการก่อสร้างสิ่งกีดขวางทางน้ำ   การเปลี่ยนแปลง
สภาพการใช้ที่ดิน เป็นต้น

           สำหรับลุ่มน้ำบางปะกง ไม่มีแหล่งเก็บกักในช่วงฤดูฝน เนื่องจากบริเวณตอนบนของลุ่มน้ำมีความลาดชันมากทำให้
ปริมาณน้ำหลากไหลลงท่วมบริเวณพื้นที่ราบท้ายลุ่มน้ำในช่วงฤดูฝนเพราะในช่วงฤดูฝนปริมาณน้ำท่าในพื้นที่ลุ่มน้ำกักเก็บ
อยู่ในเกณฑ์น้อยเมื่อเทียบกับปริมาณน้ำท่ารายปี    ทำให้ปริมาณน้ำส่วนเกินทั้งหมดไหลลงสู่แม่น้ำบางปะกง   และ ออกสู่
ทะเลในที่สุด   ทั้งนี้พื้นที่ดังกล่าวยังประสบปัญหาการรุกตัวของน้ำเค็มจากอ่าวไทยสู่แม่น้ำบางปะกง  และแม่น้ำปราจีนบุรี
เนื่องจากช่วงท้ายของแม่น้ำมีความลาดชันน้อย     ทำให้น้ำเค็มรุกล้ำ    จากปากแม่น้ำบางปะกงไปไกลถึงกว่า   100   กม.
โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งซึ่งไม่มีปริมาณน้ำท่าที่เพียงพอต่อการผลักดันน้ำเค็ม   ส่งผลให้น้ำเค็มรุกล้ำ  ซึ่งส่งผลกระทบต่อ
นำน้ำไปใช้เพื่อการเกษตรและการผลิตน้ำประปาเพื่ออุปโภค-บริโภค

          ดังนั้นสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ จึงเห็นความจำเป็นต้องมีการศึกษาโครงการศึกษาจัดทำแผนแม่บทการ
บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ  ในเขตลุ่มน้ำบางปะกง ปรับปรุงช่วงที่  1  (พ.ศ.  2566  –  2580)  ซึ่งรับการถ่ายทอดกรอบ
แนวทางการพัฒนา    เป้าหมาย   ตัวชี้วัด   กลยุทธ์   แผนงานจาก  แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ   20  ปี
(ปรับปรุงช่วงที่ 1 พ.ศ. 2566 – 2580)  มาเป็นกรอบการดำเนินการ   โดยในการศึกษาครั้งนี้  ได้นำกระบวนการประเมิน
สิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์    (Strategic Environmental Assessment : SEA)   ที่คำนึงถึงมิติด้านเศรษฐกิจ  สังคม
สิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงกับทรัพยากรน้ำมากำหนดทิศทางการพัฒนา    และการบริหารทรัพยากรน้ำ   ในเขตลุ่มน้ำผ่าน
กระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ มีส่วนได้ส่วนเสียซึ่งนำไปสู่การกำหนดค่าเป้าหมาย ตัวชี้วัดกลยุทธ์ และแผนงาน
ที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาความต้องการและทิศทางการพัฒนาเชิงพื้นที่ของลุ่มน้ำ เพื่อให้หน่วยงานและองค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนปฏิบัติการลุ่มน้ำในเขตลุ่มน้ำ ต่อไป

วัตถุประสงค์ของการศึกษา

1) เพื่อศึกษาและจัดทำรายงานการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental
Assessment: SEA) ของพื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกง


2) ศึกษาและจัดทำรายงานแผนแม่บทการบริหารทรัพยากรน้ำ ในเขตลุ่มน้ำบางปะกง ที่สอดคล้องกับ
แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (ปรับปรุงช่วงที่ 1 พ.ศ. 2566 – 2580) และจัดทำแผนงาน
โครงการด้านทรัพยากรน้ำ ในเขตลุ่มน้ำบางปะกง โดยกำหนดเป็น

แผนระยะที่ 1 (ปี 2566 – 2570)
แผนระยะที่ 2 (ปี 2571 – 2575)
แผนระยะที่ 3 (ปี 2576 – 2580)